|
เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ
|
|
อังคาร, 04 ธันวาคม 2007 |
|
ผศ.โกศล พิณกุล ภาพความรู้สึกกึ่งนามธรรม SAMI ABTRACT เคยเขียนถึงงานศิลปะที่ต้องใช้ความรู้สึกในการดูสัมผัสงานมาบ้างแล้วในตอนนี้จะกล่าวถึงภาพจากความรู้สึกกึ่งนามธรรม
 คือในภาพยังคงรูปร่างของสิ่งนั้นๆอยู่แต่ในรายละเอียดถูกต้องตัดทิ้งไป ใช้สีตามใจในความรู้สึกของผู้วาดภาพ การกระทำเช่นนี้บุคคลทั่วไปก็อาจทำได้ถ้ากล้าพอที่จะทำ เพราะคำว่านามธรรม คือ ไม่ปรากฤรูปมีแต่คำพูด คำอธิบาย คนฟังจะต้องใช้ปัญญาในการคิด และฟังเหมือนๆกัน คำสอนของศาสดาในศาสนาต่งๆ ล้วนแต่เป็นนามธรรมจะเห็นรูปธรรมก็ขึ้นอยู่กับการที่ผู้นั้นปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงแต่บางครั้งในคำสอนก็ถูกชักนำให้คิดให้เห็นเป็นรุปลักษณ์เหมือนรูปวาดในศาสนา คนวาดก็วาดตามนามธรรมเกิดเป็นรุปธรรม คนดูก็คล้อยตามรูปนั้นๆ ถ้าใช้ปริญญาคิดก็เกิดมรรคผล แต่ถ้าขาดปัญญาก็เกิดการยึดติดเชื่อตามรูปมิได้ละวางหลุดไปไหน ดังนั้นภาพนามธรรมหรือภาพกึ่งนามธรรมเฉียดๆธรรมเข้าไปทุกที ใครที่เข้าไปใกล้มากก็เกิดปัญหาแทนปัญญา มีศาสนาพุทธบางความเชื่อให้คนที่ศรัทธาใช้สีทาบ้านวาดลงบนเฟรมผ้าใบขึงไว้เทลงไปหลายๆสี จับเฟรมเองไปมาแล้ว แต่จะทำให้สีไหลบนเปเองอย่างที่มันอยากจะไหลห้ามสร้างรูปลักษณ์ใดๆขึ้นมาเองนอกจากเข้าสมาธิขณะเทสีให้ไหลจนผู้ทำเห้นสมควรก็หยุดปล่อยให้สีแห้งแล้วนามาพลิกดูด้านโน้นด้านนี้อย่างอิสระ จ้องแผ่นที่ไหลไปมาว่าเป็นอะไรในความรู้สึก รูปก็สำเร็จแค่ตรงนั้น กรรมวิธีนี้บอกอะไรบ้าง..สิ่งที่ได้คือ… - การปล่อยจิตให้ว่างขณะที่เทสีและเอียงไปมา - จิตคนไม่เคยว่างเหมือนสีต่างๆ ที่สัมพันกันผสานกันหลายเรื่องจนเครียด - ขั้นสุดท้ายมานั่งดูสิ่งที่เกิด เสมือนคนหยุด – คิด – ทบทวน เปรียบเสมือนคนบางครั้ง อาจต้องทยทวนตัวเองและคิดแก้ปัญหา ด้วยปัญญา จากภาพกึ่งนามธรรมรูปนี้เป็นลักษณะของช้าง ครั้งหนึ่งเราใช้รูปช้างเป็นสัญลักษณ์ ในหลายอย่างบัดนี้ช้างดูเลอะเลือนไปจากความทรงจำ จากสีแดงทองที่สง่า บัดนี้ไม่ใช่อย่างที่เห็นว่าเปล่งปลั่งอีกแล้ว มันเป็นสัจจะธรรมครับ |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ศุกร์, 02 พฤษภาคม 2008 )
|